บล็อก เรื่องเล่า ตำนานเล่าขาน กีฬา และประวัติศาสตร์

Category: สุขภาพ

อาการปวดประจำเดือน แก้ได้ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้

ผู้หญิงคนไหนที่ไม่ปวดท้องในวันนั้นของเดือน ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการปวดท้องประจำเดือนเป็นกันทุกคน ส่วนจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยแล้วแต่คนไป บางคนปวดมากถึงขนาดที่ต้องนอนไม่สามารถที่จะลุกไปทำกิจวัตรประจำวันปกติได้เลยทีเดียว สำหรับคนที่มีอาการปวดประจำเดือนทุกครั้งที่ถึงวันนั้นของเดือนแล้วไม่อยากกินยาบ่อย ๆ ลองทำตามวิธีที่จะแนะนำต่อไปนี้ดู เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้แบบชะงักได้เลยล่ะ

ดื่มน้ำอุ่นให้มากในช่วงมีประจำเดือน

การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำในอุณหภูมิปกติที่ไม่ใช่น้ำเย็นในปริมาณมาก ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำงานของตับ ทำให้ตับมีการทำงานได้ปกติ ทั้งช่วยควบคุมฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวถ้าผลิตออกมาในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลต่ออาการปวดท้องประจำเดือนนั่นเอง และในช่วงมีประจำเดือนควรเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น เพราะน้ำเย็นจะทำให้เลือดจับตัวกันเป็นก้อนลิ่มเลือด ทำให้ขับออกมามาก และจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดท้องให้มากขึ้นอีกด้วย

ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน

การประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนที่บริเวณหน้าท้องจะช่วยขยายหลอดเลือดและกล้ามเนื้อที่เกร็งให้เกิดความผ่อนคลาย จะช่วยให้อาการปวดท้องลดลงได้

หมั่นออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและระบบการทำงานรวมทั้งฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ยิ่งคนที่ปวดประจำเดือนทุกครั้งยิ่งต้องออกกำลังกาย และในช่วงที่มีประจำเดือนก็สามารถออกกำลังกายได้ แต่ต้องเลือกออกกำลังกายในลักษณะที่ไม่ต้องใช้แรงมาก เพราะร่างกายในช่วงนั้นมีความอ่อนเพลียอยู่แล้ว เลือกชนิดกีฬาที่เบา ๆ เช่นเดินเร็ว ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ เป็นต้น

เลือกทานอาหารที่มีฤทธิ์ช่วยระงับอาการปวด

อาหารที่มีฤทธิ์ช่วยระงับอาการปวด ได้แก่ เหล่าวิตามินทั้งหลายและเกลือแร่ ซึ่งอาหารที่มีเกลือแร่และวิตามินก็คือผักและผลไม้ทั้งหลาย โดยเฉพาะผักตำลึงที่มีธาตุแมกนีเซียมสูง หรือจะเป็นปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาทูน่า ปลาแซลมอน ที่มีกรดไขมันดีซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการเกร็งและปวดในช่องท้องได้เป็นอย่างดี ใครที่ปวดท้องเป็นประจำทุกเดือนก็ไปลองหาติดตู้เย็นไว้ วันนั้นมาถึงเมื่อไหร่จะได้ทำเมนูจากสิ่งเหล่านี้ได้ทันที

เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน

ในช่วงมีประจำเดือน ควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เพราะแอลกอฮอล์จะไปทำให้ความเข็มข้นของเลือดต่ำและยังทำให้เลือดสูบฉีดเร็ว คาเฟอีนก็เช่นกันทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดมากขึ้น ซึ่งจะส่งให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น

ถ้าคุณไม่อยากทรมานกับอาการปวดท้องทุกครั้งที่มีประจำเดือน ก็จงเตรียมร่างกายของคุณเองให้แข็งแรงและให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งนี้มันจะอยู่กับตัวคุณไปอีกยาวนานหลายสิบปี

วิธีดูแลสุขภาพให้สดใสแข็งแรงตลอดปี

ทุกคนต่างต้องการมีสุขภาพกายและใจที่ดี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานได้มากที่สุดและมีความสุขในทุกวัน การจะทำให้คุณมีพลังในการทำงาน และลดความเสี่ยงการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง ไขมันในเลือดสูง จะมีวิธีใดบ้าง มาดูไปพร้อมกันเลย

วิธีใดบ้างที่ช่วยทำให้สุขภาพดี

1. เลือกรับประทานอาหารที่ดี

อาหารที่ดีไม่ได้หมายถึงเมนูอาหารที่มีราคาสูงที่ทำให้คุณต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วน 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ มีสัดส่วนของโปรตีนหรือเนื้อสัตว์คาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง เส้นใยไฟเบอร์จากผัก และวิตามินจากผลไม้ที่หลากหลายและเพียงพอในทุกวัน และต้องเลือกกรรมวิธีการปรุงที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการทอด เพราะจะเป็นการเพิ่มไขมันทรานส์ที่ทำให้เส้นเลือดอุดตันง่าย ไม่ใส่ผงชูรส น้ำปลา หรือเกลือมากเกินไป เพราะจะทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น เป็นต้น

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันคือ 6-8 แก้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากการวิจัยทางการแพทย์พบว่าเพียงพอต่อการใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เซลล์ในทุกอวัยวะทำงานได้อย่างสมดุล หากดื่มน้ำน้อย จะทำให้เลือดเข้มข้นและเหนียวมากเกินไปทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เป็นปกติ ทำให้สมองตื้อ ไม่แจ่มใส และยังทำให้ผิวแห้ง ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาริ้วรอยและการดูแก่ก่อนวัยด้วย

3. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

ปัจจุบันผู้คนนิยมทำงานทำงานเสริมรายได้ในช่วงหลังเลิกงาน และยังต้องใช้เวลากับการขับรถบนถนนที่มีสภาพการจราจรคับคั่งอีกหลายชั่วโมง ทำให้มีเวลานอนพักผ่อนน้อยลง จึงเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า และทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายเสียสมดุลเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนและไขมันโลหิตสูงด้วย การนอนพักผ่อนที่เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้ฟื้นตัวรวดเร็ว เนื่องจากสมองจะหลั่งฮอร์โมน Growth Hormone ออกมา เพื่อซ่อมแซมร่างกายในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 2

4. ต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจสุขภาพทุก 6 เดือนถึง 1 ปี จะช่วยในการคัดกรองโรคให้รู้ได้ว่า ภาวะสุขภาพของคุณนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีหรือไม่ และหากคุณมีช่วงอายุที่มากขึ้น ก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคบางอย่างเพิ่มตาม เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก ฯลฯ ดังนั้น หากตรวจสุขภาพเป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้พบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน ควบคู่กับการใช้ยาอย่างเหมาะสม จะทำให้อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทุเลาได้เร็ว

จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพให้ดีตลอดปี จะต้องใส่ใจทั้งเรื่องการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ และการใช้ไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้แนวทางให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อให้สุขภาพดีสมบูรณ์แข็งแรงได้ยาวนาน

วิธีดูแลสุขภาพให้สดใสแข็งแรงตลอดปี

วิธีลดความเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้

ภูมิแพ้เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ อาการ ได้แก่ มีน้ำมูกสีใส คันจมูก จามบ่อย มีผื่นแพ้คันที่ผิวหนัง หากรุนแรงอาจหอบหืด ช็อกและเสียชีวิตได้ เรามาดูกันว่า จะป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ได้อย่างไรบ้าง

ลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อแดง

มีการศึกษาพบว่าคนที่ดื่มนมวัวและรับประทานผลิตภัณฑ์จากเนื้อแดง มีแนวโน้มเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์หากมีการบริโภคนมวัวมาก ก็จะทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่แรกเกิดได้

รับประทานวิตามิน อาหารเสริม

การรับประทานน้ำมันปลาสกัดหรือ Fish Oil นอกจากจะช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดแล้ว ยังสามารถช่วยลดปัญหาภูมิแพ้ได้ โดยการรับประทานขนาด 1,000 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด เป็นประจำ ทั้งนี้ควรเลือกยี่ห้อที่มีการทดสอบสารปนเปื้อนโลหะหนักด้วย เพราะอาจจะสะสมในร่างกายหากรับประทานเป็นประจำได้

ทำความสะอาดห้องนอน

ในห้องนอนมักมีไรฝุ่นและเชื้อโรคที่สะสม เนื่องจากขาดการทำความสะอาดที่ดีพอ การนำที่นอนไปตากแดดแรงจัดเป็นประจำจะช่วยให้ไร้ฝุ่นถูกกำจัดได้ดีขึ้น หากไม่สามารถทำด้วยตัวเอง แนะนำให้ใช้บริการของบริษัทเอกชนที่มีเครื่องกำจัดไรฝุ่นที่มีอุปกรณ์อย่างครบถ้วน

งดการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน

สัตว์เลี้ยงจำพวกสุนัขและแมวจะผลัดขน และมีเศษรังแค สะเก็ดผิวหนังที่หลุดร่วงปลิวตามอากาศได้ ทำให้เด็กและผู้สูงอายุเกิดอาการภูมิแพ้ได้ง่าย หากมีสัตว์เลี้ยงควรเลี้ยงในที่จำกัดอย่างเหมาะสม และไม่ควรให้อยู่ในบ้าน

มีชั้นวางรองเท้าอยู่หน้าบ้าน

หลายคนจะถอดรองเท้าอยู่ในห้องหรือคอนโดมิเนียม ซึ่งฝุ่นจะฟุ้งกระจายได้ ควรซื้อตู้เก็บรองเท้าไว้ให้มิดชิด หรือหากมีพื้นที่หน้าบ้าน ก็ควรมีพรมเช็ดเท้าและวางตู้ใส่รองเท้าไว้ด้านนอก

ออกกำลังกายเป็นประจำวัน

หากว่ายน้ำ วิ่ง หรือปั่นจักรยานเป็นประจำทุกวัน ครั้งละ 30-45 นาที ต่อเนื่อง 1-2 เดือน จะสังเกตได้ว่าอาการโรคภูมิแพ้ลดลง รวมถึงจะไม่เป็นหวัดด้วย เพราะระบบเม็ดเลือดขาวทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น

ล้างแอร์เป็นประจำ

คนที่มีอาการภูมิแพ้จากการนอนในห้องแอร์ ควรตรวจสอบว่ามีการล้างแอร์เป็นประจำทุก 3-6 เดือนหรือไม่ ความอับชื้นและคราบน้ำที่ตกค้างในเครื่องจะทำให้มีเชื้อราตามมา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้เรื้อรังได้

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านได้ควบคุมปัจจัยที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้ได้ดียิ่งขึ้น หากทำตามที่แนะนำแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ต่อไป

ภูมิแพ้เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้ทุกเพศทุกวัย

วิธีดูแลสุขภาพให้ ห่างไกลจากความดันสูง

โรคความดันโลหิตสูงจัดเป็นโรคเรื้อรังที่กระทรวงสาธารณสุขของไทย ต้องการลดจำนวนผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันมีตัวเลขสถิติพบว่าคนไทยเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ และโรคไตวายมากขึ้น โดยมาจากปัญหาเบื้องต้น คือ การมีค่าความดันเลือดสูงเป็นจำนวนมาก

โรคความดันโลหิตสูง หมายถึง ค่าความดันตอนที่หัวใจบีบและคลายตัว ที่ควรจะมีค่าตัวเลขไม่มากกว่า 140 และ 90 มิลลิเมตรปรอท ตามลำดับ

ผู้ที่มีค่าความดันสูงกว่าเกณฑ์ 140/90 จะเรียกว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง ที่จำเป็นจะต้องทำการหาสาเหตุ เช่น สอบถามประวัติคนในครอบครัว พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อการปรับเปลี่ยนลดปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสม และอาจต้องใช้ยาร่วมด้วย เพื่อควบคุมความดันไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น และมีโรคแทรกซ้อนตามมา

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

หนึ่งในสามของผู้ป่วยความดันสูง มักมีการส่งทอดทางพันธุกรรม เช่น ปู่ย่าตายายเคยเป็นความดันสูง ลูกหลานก็มีโอกาสเป็นมากขึ้น และที่เหลือมักจะมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรับประทานอาหาร ที่มีเกลือ ผงชูรส ผงฟูเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมักจะอยู่ในอาหารกลุ่มน้ำพริก ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว ขนมปังเบเกอรี่ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ ที่ โดยรวมแล้วทำให้ได้รับโซเดียมปริมาณสูงมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมในแต่ละวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้

หากไม่ต้องการเป็นความดันโลหิตสูง ควรที่จะดูแลเรื่องของอาหารการกินในเบื้องต้น รับประทานอาหารที่ไม่ติดมัน เน้นอาหารสดใหม่ ไม่ปรุงรสชาติ ไม่ใส่ซอสต่าง ๆ มากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เพราะจะมีการใส่เกลือเพื่อรักษาสภาพอาหารให้เก็บได้นาน นอกจากนี้ ควรเพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้สด แทนการรับประทานขนมปังขนมกรุบกรอบทุกชนิด จะทำให้ลดปริมาณเกลือที่ร่างกายจะได้รับด้วย

ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มการออกกำลังกาย ควรจะทำเป็นแบบแอโรบิค หรือออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง เช่น การเดินต่อเนื่องกัน 30 นาที การว่ายน้ำ จะช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญและปรับสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่ชอบการปาร์ตี้ ดื่มสุราและสูบบุหรี่เป็นประจำ มีงานวิจัยพบว่าจะส่งผลให้เส้นเลือดทั่วร่างกายมีภาวะอักเสบ ขาดความยืดหยุ่น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ผลลัพธ์คือ ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มตามไปด้วย จึงควรลด ละ เลิก พฤติกรรมการปาร์ตี้ลง

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการ ดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องของอาหารที่รับประทาน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจสุขภาพวัดความดันโลหิตเป็นประจำ ซึ่งสามารถที่จะซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติประจำไว้ที่บ้าน หรือขอวัดความดันโลหิตกับคลินิกสถานพยาบาลต่าง ๆ ได้ เพื่อเฝ้าระวัง จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้มากขึ้น

วิธีดูแลสุขภาพให้ ห่างไกลจากความดันสูง

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกล โรคหวัด

โรคหวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัส ที่พบได้บ่อยในคนไทยช่วงอากาศเปลี่ยนอย่างฤดูฝนฤดูหนาว โดยเฉพาะคนที่มีความต้านทานอ่อนแอ อย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด หากปล่อยให้อาการลุกลามจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นโรคปอดบวม คออักเสบ หรือเป็นไข้หวัดใหญ่ตามมาได้

เราจึงได้รวบรวมเทคนิคในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลหวัดมาฝากกัน ดังนี้

1. ดื่มน้ำสะอาด วันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ โดยเฉพาะการไหลเวียนโลหิต ระบบภูมิต้านทาน และกระบวนการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอจะทำให้เลือดมีความข้นหนืด ทำให้การนำส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวไปต่อสู้กับเชื้อโรคทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงเป็นหวัดรุนแรงง่ายขึ้น

2. การนอนหลับสนิทให้เพียงพอ เฉลี่ยวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยมีการวิจัยพบว่าช่วงเวลาที่คนเราควรหลับสนิทคือ เวลาสี่ทุ่มถึง ตีสอง เพื่อให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญคือ โกรทฮอร์โมน มาฟื้นฟูสภาพการทำงานของเซลล์ได้อย่างดี ทั้งช่วยให้ตับและไตทำหน้าที่กำจัดสารพิษที่สะสมมาตลอดวันออกจากระบบเลือด เพื่อขับออกทางปัสสาวะอุจจาระตอนเช้า (ซึ่งคนส่วนใหญ่มักมีการขับถ่ายเป็นกิจวัตร) ได้ดีขึ้นด้วย ผู้ที่อดนอนจากการทำงานหนักหรือมีความเครียดสูงจนหลับไม่สนิท จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นหลายเท่าตัว

3. การออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบเม็ดเลือดขาวได้ดีขึ้น จึงช่วยป้องกันทั้งไวรัสหวัดและโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้อีกมาก

4. รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ได้แก่ ขิง ข่า กระเทียม พริก พริกไทย ตะไคร้ หอมแดง หัวหอมใหญ่ ฯลฯ นอกจากนี้ ควรเสริมผักผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง เช่น กีวี ส้ม มะนาว ฝรั่ง ผักกาดเขียว ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของระบบภูมิต้านทานดีขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการเดินทางในระหว่างที่มีฝนตก เพราะละอองฝนที่เปียกซึมตามเสื้อผ้าและเส้นผม จะเพิ่มความอับชื้นหลายชั่วโมง ทำให้ป่วยเป็นหวัดได้ง่าย ๆ ทั้งนี้ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีรูระบายอากาศได้ดี และต้องพกหมวก ร่ม เสื้อกันฝน รวมถึงอุปกรณ์ทำผมแห้ง เช่น ไดร์เป่าผม ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ ติดตัวไว้เสมอ เพื่อรับมือกับฝนที่อาจตกได้ตลอดเวลา

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการดูแลสุขภาพที่กล่าวมาทั้ง 5 ข้อ เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำให้ทุกท่านห่างไกลหวัดได้จริง หากนำไปปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัว ก็มั่นใจได้ว่าจะมีสุขภาพที่ดี แม้จะมีฝนตกก็ไร้กังวลอย่างแน่นอน

เทคนิคในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลหวัดม

รู้ไหม น้ำผลไม้ปั่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

น้ำผลไม้ปั่นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังเสริมวิตามินและเกลือแร่นานาชนิดแก่ร่างกายด้วย

ในบทความนี้ เราจึงนำน้ำผลไม้ปั่น 4 ชนิด มาบอกเล่าถึงประโยชน์ที่จะทำให้ทุกคนอยากดื่มน้ำผลไม้สดเพื่อสุขภาพมากขึ้น ดังนี้

1. น้ำแตงโมปั่น

แตงโมเป็นผลไม้ที่รับประทานได้ตลอดทั้งปี สามารถให้วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดบำรุงร่างกายได้รอบด้าน ทั้งเส้นใยไฟเบอร์ที่ช่วยลดปัญหาท้องผูก วิตามินเอบำรุงสายตา แคลเซียมและแมกนีเซียมสำหรับบำรุงกล้ามเนื้อและกระดูก ฯลฯ ที่สำคัญในแตงโมมีสารธรรมชาติ ชื่อ citrulline ซึ่งช่วยในการขยายหลอดเลือดแดง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงได้เป็นอย่างดี

2. น้ำสับปะรดปั่น

สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง รวมถึงให้วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม แมงกานีสฟอสฟอรัส ที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติวิตามินบี สำหรับบำรุงระบบประสาท กรดโฟลิกและธาตุเหล็ก สำหรับบำรุงเลือดให้ห่างไกลจากโรคโลหิตจางได้ ที่แตกต่างจากผลไม้ชนิดอื่นคือ สับปะรดมีเอนไซม์ชื่อ Bromelain ที่ช่วยในการย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และทำให้การดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ทำได้ดียิ่งขึ้น มีการวิจัยว่า ผู้ที่ดื่มน้ำสับปะรดเป็นประจำจะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วและกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

3. น้ำแครอทปั่น

เป็นผลไม้ที่มีสีส้มน่ารับประทาน อุดมไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนบํารุงสายตา ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคต้อกระจกได้ นอกจากนี้ ในแครอทยังมีสารเฉพาะตัว ชื่อ Falcarinol ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งได้หลายชนิด เมื่อดื่มน้ำแครอทเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอีและธาตุเหล็กที่เข้มข้น ช่วยในการบำรุงระบบเลือดและผิวพรรณ ทำให้แลดูอ่อนกว่าวัยได้

4. น้ำแอปเปิ้ลปั่น

การดื่มน้ำแอปเปิ้ลวันละ 1-2 แก้ว จะทำให้ได้รับวิตามินซีและวิตามินเอที่เข้มข้น ซึ่งช่วยในการบำรุงสายตาและหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบว่าในแอปเปิ้ลมีกรด Malic และกรด Tartaric ที่สามารถย่อยอนุภาคโปรตีนและกรดไขมันอิ่มตัวในร่างกาย จึงเหมาะสำหรับการดื่มทั้งเวลาท้องว่างและหลังอาหาร จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น

น้ำผลไม้ทั้ง 4 ชนิด ที่กล่าวมาเป็นเครื่องดื่มใกล้ตัวที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพดี ทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะมีน้ำตาลต่ำและผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้นร่างกาย หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านหันมาดื่มน้ำผลไม้ปั่น เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีจากภายในกันมากขึ้น

การดื่มน้ำแอปเปิ้ลวันละ 1-2 แก้ว จะทำให้ได้รับวิตามินซี

4 วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตของหนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงานอย่างเราเรา ที่ทำงานในออฟฟิศ ที่ต้องนั่งเป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นอาการที่พบได้บ่อย ที่หากเรายังละเลยในตอนนี้ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

อาการของออฟฟิศซินโดรม

อาการเหล่านี้ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยหรือเกร็งตามกล้ามเนื้อส่วนตัวต่างๆ มีอาการเจ็บ ตึงและชาตามอวัยวะต่างๆ นิ้วล็อก นอนไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ ในเบื้องต้นถือว่าอาจจะไม่รุนแรง จนบางคนก็ไม่ได้ใส่ใจ เลือกแก้ปัญหาเพียงทานยาแก้ปวด บีบนวด พอหายหรือดีขึ้นก็จบไป แต่จริงๆแล้ว เราหารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการเบื้องต้น สาเหตุของโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ภายในโดยที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้ ทางที่ดีเมื่อมีอาการบ่อยๆ ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

4 วิธีป้องกันไม่ได้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม

ปรับเปลี่ยนท่านั่งทุก ๆ 10 นาที

เวลาเราทำงาน เรามักจะนั่งยาวๆ และเผลอนั่งท่าเดิมนานๆ ดังนั้น คุณควรจะปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ขยับบ้าง แรกๆ อาจจะตั้งเวลาเพื่อคอยเตือน แต่พอเราทำบ่อยๆ แล้วร่างกายจะสามารถปรับได้อัตโนมัติ และท่านั่งที่เหมาะสมควรนั่งหลังตรง ไม่งอหรือเกร็งจนเกินไป อาจจะหาเบาะรองหลังมาช่วยเพื่อให้เราไม่เมื่อยล้าจนเกินไป เพื่อผลดีระยะยาวของกระดูกสันหลังของเรา

พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หักโหมจนเกินไป

กฎหมายแรงงาน ระบุว่าระยะเวลาในการทำงานต่อวันคือ 8 ชั่วโมง และมีการพัก 1 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายเราได้พักผ่อนและเติมพลังงาน สิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตรงกับสุขภาพร่างกายของเราไม่ให้ร่างกายทำงานหนักจนเกินไป จริงอยู่ว่าเราอาจจะบอกว่ายังไหวอยู่ งานเยอะ ขออีกนิด งานเร่ง ฯลฯ นานาจิตตัง แต่หากวันใดที่ร่างกายทนไม่ไหวและล้มป่วยลง เราอาจจะสูญเสียมากกว่าแค่คำว่างานไม่เสร็จก็ได้ ทำงานแล้วอย่าลืมหาเวลาพักและนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำเพื่อดูแลร่างกายตัวเอง

จัดสภาพแวดล้อมให้ดีอยู่เสมอ

บรรยากาศในการทำงานนั้นสำคัญมากๆ เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะมันจะส่งผลต่อการทำงานของคุณเป็นอย่างมาก ควรจัดให้สวยงามเหมาะสม สบายตาอยู่เสมอ ไม่ควรรกจนเกินไป คุณควรมีหนังสือไว้อ่านคลายเครียด ,ภาพสวยๆ ไว้เป็นแรงบันดาลใจ ต้นไม้เขียวๆ สักต้นบนโต๊ะ หรือมีมุมจัดวางของน่ารักๆ ไว้ข้างๆ เพื่อที่จะช่วยผ่อนคลายและพักสายตาในยามที่เราเหนื่อยล้าได้

ทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย

การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และหาเวลาไปออกกำลังกายอยู่เสมอ จะช่วยให้เราห่างไกลโรคออฟฟิศซินโดรม อีกทั้งยังทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราดี สดชื่น สดใส พร้อมรับมือกับงานหนักในวันต่อๆไปได้อีกด้วย

มีสุภาษิตว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” แต่เมื่อต้องทำงานหนักแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองอย่าสม่ำเสมอ บางครั้งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือว่ามีความสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม อย่าลืมใส่ใจสุขภาพตัวเองกันเพื่อให้ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม

อาการของออฟฟิศซินโดรม

วิธีดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ทำให้มีความทรมานและทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรักษาเป็นอย่างมาก ซึ่งความเสี่ยงต่อโรงมะเร็งแต่ละชนิดในเพศชายและหญิงมีความแตกต่างกัน เช่น มะเร็งที่พบมากในเพศชาย คือมะเร็งปอดและมะเร็งตับ ส่วนเพศหญิงเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ซึ่งเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตประจำวัน ฯลฯ

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลสุขภาพอย่างง่ายที่ทุกคนนำไปปรับใช้ได้เพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

1. ออกกำลังกายเป็นประจำ ได้แก่ ว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ ฟุตบอล เทนนิส ฯลฯ ก็ช่วยทำให้ห่างไกลโรคมะเร็งได้ เนื่องจากลดความเครียดและทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุลของระบบต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ ควรออกกำลังกาย เป็นประจำ วันละ 30 นาที

2. หาวิธีในการคลายเครียด เช่น การทำสมาธิ ฟังเพลง ฝึกฝนการมองโลกในแง่ดี ฯลฯ จะทำให้อารมณ์ดี ความเครียดลดลง ทำให้ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า ความเครียดทำให้ภูมิต้านทานลดลงแล้วทำให้เป็นมะเร็งหลายชนิดตามมา

3. กินผักผลไม้เป็นประจำ โดยเฉพาะที่ประเภทที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ฝรั่ง ส้ม แครอท มะเขือเทศ ข้าวโพด ทั้งยังทำให้ได้รับวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน บำรุงสายตา และเส้นใยไฟเบอร์ เพื่อลดปัญหาท้องผูก และช่วยลดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. ไม่กินอาหารเดิมซ้ำ ๆ ในแต่ละวันควรกินอาหารที่มีความหลากหลาย เพื่อลดการสะสมสารเคมีและยาฆ่าแมลง รวมถึงสารอันตรายจากการประกอบอาหาร เช่น ไม่รับประทานอาหารหมักดองเค็มบ่อย ๆ เพราะเสี่ยงต่อการได้รับสารไนโตรซามีนที่ก่อมะเร็ง เลือกการรับประทานถั่วที่สะอาดปลอดภัยไม่มีเชื้อรา ที่ทำให้เสี่ยงต่อสารอัลฟ่าท็อกซิน ไม่รับประทานอาหารปิ้งย่างเป็นประจำ เพราะส่วนที่ไหม้ทำให้เป็นมะเร็งในระยะยาวได้

5. การหลีกเลี่ยงบุหรี่ ยาเสพติดและแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากทำให้เป็นมะเร็ง เช่น ที่ตับ ปอด หลอดลม ฯลฯ ยังมีผลเสียต่ออวัยวะหลายส่วนและทำให้เป็นโรคหัวใจ ความดัน ไขมันในเลือดสูงด้วย

6. การตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างน้อยทุกปี จะทำให้พบมะเร็งตั้งแต่เนิ่น ๆ และรีบทำการรักษาได้ทันก่อนจะลุกลาม และถ้าพบความผิดปกติใด ๆ เช่น น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ท้องผูก ท้องเสีย โดยไม่ทราบสาเหตุ ฯลฯ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุและรักษาอย่างรวดเร็ว จะทำให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้

จะเห็นได้ว่า ทุกข้อที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านใส่ใจสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

การตรวจร่างกายเป็นประจำ

ทำไมเราจึงต้องเลือกใส่ รองเท้า

เท้า คืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวของเราทั้งหมด จะ 10 กิโล 20 กิโล ไปจนถึง 100 กิโล ทำหน้าที่หนักที่สุดในแต่ละวัน ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งวิ่ง ก็เท้านี่แหละที่รับหน้าที่ตรงนั้นไป ฉะนั้น การดูแลสุขภาพเท้า จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้อวัยวะที่ใช้พาเราไปถึงจุดหมายในแต่ละวัน

รองเท้าสำคัญแค่ไหน ใส่เพื่ออะไรมีใครเคยสงสัยไหม ถ้ามันคือคำถาม คนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะตอบว่าใส่เพื่อไม่ให้เท้าเปื้อนสิ่งสกปรก ใส่เดินในพื้นถนน ทางเดินข้างนอกที่มันมีความร้อนหรือกันเศษแก้วของมีคมไม่ให้บาดเท้า ยังมีคนอีกบางส่วนที่สวมใส่รองเท้า สลิปเปอร์ เดินภายในบ้าน ใส่เพื่อกันอะไรในเมื่อในบ้านไม่ได้มีเศษแก้วหรือของมีคมเลย

อวัยวะภายนอก สิ่งที่ควรระวัง

เราเคยสังเกตตัวเองไหม ว่าเราให้ความสำคัญกับอวัยวะในร่างกายแต่ละส่วนแค่ไหน เราดูแลร่างกายส่วนไหนเป็นพิเศษ อวัยวะมีทั้งภายในและภายนอก สิ่งที่เราระวังมากๆก็คงจะเป็นอวัยวะภายใน ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่าข้างในเป็นอย่างไร ผิดกับอวัยวะภายนอก เรารับรู้และมองเห็นตลอด เวลายุงกัด เราเห็นว่ากัดตรงไหน มีดบาด เราเห็นว่าบาดตรงไหน คนส่วนใหญ่จึงมักใส่ใจดูแลอวัยวะภายในทั้งๆที่ดูแลยากกว่า ซึ่งอวัยวะภายนอกก็กลับไม่ได้รับการดูแลดีเท่าที่ควรทำ เช่น เท้าของเรา สังเกตง่ายๆเวลาที่อาบน้ำ เราก้มไปถูสบู่ที่ใต้ฝ่าเท้า ถูตามซอกนิ้วเท้าอย่างใส่ใจหรือเปล่า เรากลับมาเน้นถูในส่วน หน้า แขน ลำตัว ทีนี้เรามาลองสนใจส่วนเท้าของเรากันเถอะ

ในแต่ละวัน การเดินนานๆ ยืนนานๆ สิ่งที่สำคัญคือเท้า และปัจจัยสำคัญของเท้าก็คือ รองเท้า สิ่งที่จะดูแลเท้าของเราระหว่างวัน การเลือกรองเท้าจึงเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันของเรามาก แม้แต่บางอาชีพยังต้องเลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง เช่น นักฟุตบอล รองเท้าที่ใช้ใส่ลงสนามหญ้า ยังต้องเป็นรองเท้าที่มีปุ่ม เพื่อที่จะยึดเกาะกับสนาม ป้องกันการลื่นล้ม นักปีนเขา ก็ยังต้องใส่รองเท้าที่ทนทาน ปีนป่ายได้ง่าย และอีกหลายๆอาชีพที่ใช้รองเท้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ

รองเท้า คืออุปกรณ์ที่ช่วยเสริมบุคลิก และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบต่างๆ เช่น รองเท้านักเรียน รองเท้าทหาร และการใส่รองเท้า ยังสามารถบ่งบอกถึงรสนิยม แฟชั่น ราคา และวัยของผู้สวมใส่ได้อีกด้วย ในการเลือกรองเท้าให้กับผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดเป็นพิเศษ ควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่ง่าย พื้นมีดอกยางกันลื่นล้ม เพราะผู้สูงอายุมักมีปัญหา เรื่องการทรงตัวจึงควรระวังไม่ให้หกล้ม

เมื่อเราใช้งาน เท้า หนักเกินไป ควรผ่อนคลายโดยการเอาเท้าแช่น้ำอุ่น แล้วเราจะรู้สึกดีขึ้นจากความเหนื่อยล้า ใส่รองเท้าให้พอดีไม่หลวมไม่แน่นจนเกินไป เพื่อความสบายของอวัยวะสำคัญที่เราเรียกมันว่า เท้า

รองเท้าสำคัญแค่ไหน

© 2020 KorSan

Theme by Anders NorenUp ↑